หมอเถื่อน ตอน 14 สามเด้ง (1)

รุ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิร์ทกางเกงลำลอง

เดินลงจากสถานีรถไฟฟ้าอโศก 

 

ฮอนด้าซิตี้สีแดงของทอมจอดเทียบรออยู่แล้ว

 

เขาเปิดประตูทรุดตัวลงนั่ง แล้วปิดประตู  ทอมออกรถทันที

 

“รุ่ง แกได้โบนัสเท่าไหร่ ?” 

 

คำถามแรกของวันนี้ ยิงเข้ากลางใจดำของเพื่อน

 

รุ่งหัวเราะ

 

“เฮอะ ๆ ! นี่แกมาเพื่อถามชั้นเรื่องนี้เลยใช่มะ?”

 

ทอมพยักหน้า

 

“อือ…  แกจะบอกหรือเปล่า ?” 

 

เธอถามย้ำ แล้วหันหน้ามามอง เพื่อให้เพื่อนแน่ใจว่า เธออยากรู้จริง ๆ

 

รุ่งเห็นสีหน้าก็รู้อารมณ์ เขาคงต้องเล่าตามจริง

 

“ไม่ได้เลย !  ครึ่งปีนี้ ไม่ได้ !”

 

ทอมได้ยิน สวนกลับทันที

 

“ระยำ ! ทำไมระยำอย่างนี้วะ ?”

 

รุ่งหัวเราะ

 

“อ้าว ! บอกความจริงแล้วกูยังโดนด่าอีก”

 

“ไม่ได้ด่าแก !  ด่าเจ้านายแก 

 

ชั้นฟังเสียงแกทางมือถือเมื่อวานก็พอเดาอะไรออกแล้ว 

 

แกปิดชั้นไม่ได้หรอก !

 

แม่ง ! ทำไมแกต้องมาเจอคนเลว ๆ อย่างนี้วะ ?  

 

อยากเห็นหน้ามันจริง ๆ”

 

เขาหัวเราะคำพูดเพื่อน

 

“เหอ ๆ !  นี่แกอินมากกว่าชั้นอีกนะเนี่ย”

 

“ก็ชั้นรู้เรื่องแกนี่  ! แล้วแกเคยคิดหรือเปล่าว่าแกจะเอายังไงกับอนาคต ? 

 

แกจะทำงานสนุกไปวัน ๆ ไปได้อีกนานแค่ไหน ?”

 

เธอหยุดพูด รู้ดีว่าเพื่อนไม่ได้อับปัญญาถึงขนาดคิดไม่เป็น

 

“หางานใหม่ดีกว่ามั้ง รุ่ง !

 

หรือไม่ก็ฉะกะหัวหน้าแกซักตั้ง ยังไงก็ไม่ได้ดีอยู่แล้ว”

 

รุ่งหัวเราะหึ ๆ

 

“ชั้นปิดอะไรแกได้บ้างวะ ?”

 

“ชั้นมีเซ้นส์ว่ะ ! สำหรับแกนะ ชาติก่อนแกคงเคยเกิดเป็นลูกชั้น”

 

“เหอ ๆ !  ชาติก่อนคงเคยดูดนมแก… ฮ่า ๆๆ !  แต่จำไม่ได้แระ  ฮ่า ๆๆ !”

 

ทอมหัวเราะหึ ๆ

 

“ทีเรื่องงี้ สมองไวจริง ไอ้ลามก !”

 

ไอ้ลามกพูดสีหน้าจริงจัง

 

“ชั้นคงจะทำอะไรซักอย่าง  เมื่อคืนก็ลองคิดดู จะลองวิธีนี้ก่อน  

 

แกไม่ต้องห่วงหรอก ชั้นมีสติดีน่า  

 

วันนี้สมองโล่งขึ้นเยอะ 

 

แกเคยรู้เรื่องเอ็นโดรฟีนหรือเปล่า ?”

 

โชเฟอร์พยักหน้า

 

“เอ็นโดรฟีน ที่หลั่งเวลามีความสุขเหรอ ?”

 

“อือ ! แกรู้แล้วดิ  แล้วแกเคยรู้ป่าวว่า ทำไงให้มันหลั่ง ?”

 

“อือ ! รู้ ! ก็ออกกำลังกาย หรือ เข้าสมาธิก็ได้

หรือ ได้ยินอะไรดี ๆ ทำให้ดีใจมาก ๆ ยังงี้ก็หลั่ง”

 

คนถามทำหน้างง

 

“อ้าว ! รู้มาจากไหนวะ ?”

 

“โถ ! เรื่องแค่นี้ เสือกไม่รู้  ตอนเรียนมัธยมไม่เคยเรียนหรือไง ?”

 

“อ้าวเหรอ ? มีสอนด้วยเหรอ ?

 

สงสัยสอนตอนหลับพอดี ตอนตื่นไม่ยักสอน”

 

“แกนี่ฝึกเข้าฌาณในห้องเรียนตั้งแต่เด็กเลยหรือไง ?

 

ไงล่ะ… เมื่อวานไปหลั่งมาหรือไง ?”

 

รุ่งหัวเราะคิก ๆ

“เฮอะ ๆ !  ถามเข้าท่า  ไปถามให้คนอื่นได้ยิน เค้าคงคิดว่าชั้นไปทำไรมา”

 

“อือ ! แกไปทำไรมาล่ะ ?”

 

“มีหมอคนนึง แนะนำให้ออกกำลังกายให้เกินสิบห้านาที

 

ชั้นก็เปิดเพลงเร็ว ๆ แล้วก็ดิ้นพราด ๆ ไปเรื่อย ๆ 

 

แรก ๆ ก็เหนื่อย  ไปซักพักนึง น่าจะไม่ถึงสิบนาที มันก็สนุก

 

แล้วสมองมันก็โล่งไปเยอะเลย

 

แบบมันเหมือนกับหลุดออกมาจากความเครียดเลย   

 

แต่เหนื่อยโคตร ๆ  หัวใจเต้นเหมือนไปปล้นแบ๊งค์มา”

 

“เหอ ๆๆ !  แกเคยปล้นแบ๊งค์เหรอวะ ?  

 

เอ๊ะ ! รุ่ง ! ถามจริง  แกไปหลั่งโดยวิธีอื่นหรือเปล่า ?”

 

“ก็เล่าอยู่นี่ไง ว่าดิ้นในห้องคาราโอเกะ”

 

“โกหกรึเปล่า ?   แล้วคอแกไปโดนใครดูดมา ?”

 

รุ่งตกใจ ยกมือกุมที่ซอกคอ

 

“ชิบหาย !  ทอม ! แกรู้เลยเหรอว่าเป็นรอยดูด ?”

 

เพื่อนแสนรู้หัวเราะร่า

 

“ฮ่า ๆ !  ไอ้รุ่งเอ๊ย ! รอยแบบนี้ ใครจะไม่รู้วะ 

ชั้นไม่ใช่เด็กอนุบาลนะเว้ย ! 

 

สมัยพวกไอ้วิทย์ ไอ้เจี๊ยบมันไปเที่ยวมาแล้วมานั่งเล่า ชั้นรู้หมด

 

ผู้ชายไปทำอะไรมา ใครมีรอย ใครเป็นโรคอะไร มันมานั่งเล่ากัน”

 

รุ่งยกมือยังกุมซอกคอ

 

“ไรวะรุ่ง  แค่นี้เครียดเลยเหรอ ?”

 

“ถ้าคนทั่วไปมองกันออกหมด  แย่ละกู !  เมื่อเช้าแม่คงเห็น ตายห่า ! 

 

ไอ้ต้อย ! พี่จะไม่มีวันลืมน้องเลย

 

“ฮ่า ๆ !  เนื้อหอมจังนะแก ไปให้ใครดูดมาวะ ?

 

นี่เล่นฝากรอยไว้ประจาน ดีนะที่แกไม่มีแฟน ไม่งั้นเลิกกันแน่ ๆ  ฮ่า ๆ !”

 

รุ่งนั่งสบถ สลับกับบ่นไปเรื่อย ๆ

 

“รุ่ง ชั้นจะไปฝึกมโนมยิทธิ  ชั้นตัดสินใจแล้ว”

 

“เอ้อ ! เหรอ ?  หนังสือที่ชั้นให้ไป แกคงอ่านหมดแล้วดิ ?”

 

 

ทอมพยักหน้า

 

“อือ !  จะบอกว่าชั้นอ่านจบตั้งแต่วันแรกที่ได้ไปแล้ว

 

แล้วก็สนใจตั้งแต่อ่านจบ 

 

แต่เมื่อวาน ชั้นตัดสินใจได้เลยว่าจะไปฝึกพรุ่งนี้”

 

“ทำไมต้องเมื่อวาน ?”

 

“ชั้นโดนสองเด้งจากพ่อ”

 

“อะไรวะ ? เสียไพ่เรอะ ?”

 

โชเฟอร์สั่นหัว

 

“แกจำป้าชั้น ที่เคยเล่าให้ฟังได้ใช่ปะ ?  ป้าที่เป็นครูสอนวิปัสสนา

 

สองสามวันก่อน พ่อก็ไปเจอป้า ป้าก็ถามว่าชั้นเป็นยังไง ?

 

เมื่อไหร่จะส่งชั้นไปเรียนวิปัสสนากับป้า ? 

 

พ่อก็เล่าว่าชั้นก็กำลังสนใจธรรมะ อยากเรียนมโนมยิทธิ 

 

เท่านี้เอง เป็นเรื่องเลย”

 

“เรื่องไร ?”

 

“ป้าถามซักไซร้ว่าใครสอน ? ใครเป็นคนชวน ?

 

ถามจนพ่อชั้นตอบไม่ได้ 

 

แล้วป้าก็เล่าว่ามโนมยิทธิเนี่ย เป็นวิชานอกรีต 

 

พระในสายที่ป้านับถือเตือนไว้ว่าห้ามเด็ดขาด

 

แล้วบอกชื่อหลวงพ่อมาด้วยว่า โดยเฉพาะสายหลวงพ่อนี่ถือว่าสอนผิด

 

สอนนอกเหนือไปจากพระไตรปิฎก 

 

ป้าบอกว่า สมัยยี่สิบปีก่อนหลวงพ่อเคยถูกโจมตีมากมาย

 

เรื่องสอนคนให้ไปดูสวรรค์ ไปดูนิพพาน สอนตาทิพย์ 

 

แล้วพระในสายที่ป้านับถือ ก็เคยสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์

 

เพื่อชี้แจงให้คนตาสว่าง”

 

 

“อือ ! เหรอ ? ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน”

 

“สรุปว่า ป้าก็ห้าม บอกให้พ่อกลับมาบอกว่าห้ามเด็ดขาด

 

เพราะฝึกแล้วจะกลายเป็นบ้า เพราะผี เทวดา นรก สวรรค์นั้น ไม่มีจริง

 

มันเป็นการสะกดจิต 

 

สายของท่านถือเรื่องวิปัสสนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด 

 

อะไรที่นอกเหนือวิปัสสนาถือว่าผิด

 

มนุษย์เกิดมาครั้งเดียว ตายแล้วสูญ ไม่เหลือวิญญานใด ๆ

 

ไม่มีชาติก่อน ไม่มีชาติหน้า”

 

“อือ ! เหรอ ?  แล้วแกเข้าใจตามนั้นเปล่าล่ะ ?”

 

“เข้าใจอะไรกัน !  คำว่าวิปัสสนาแปลว่าอะไร ชั้นยังไม่รู้จักเลย 

 

คนแรกในชีวิตที่คุยเรื่องธรรมะกับชั้นก็คือแก 

 

ชั้นโดนเด้งแรก ชั้นก็เงียบเลย 

 

รู้งี้ไม่เล่าให้พ่อฟังตั้งแต่แรก”

 

รุ่งพยักหน้ารับรู้ว่า เพื่อนตกอยู่ในฐานะลำบากใจ

 

“อือ… แย่เลย !  แล้วทำไมแกยังตัดสินใจไปเรียนวะ ? ไม่เข้าใจ”

 

“เพราะโดนเด้งสองนี่ดิ  เด้งสองนี่ เป็นตัวทำให้ตัดสินใจเลย 

 

คือ พ่อก็เล่าเรื่องชั้นมีวิชาลูกดิ่งให้ป้าฟัง  โอ… แกเอ๊ย ! 

 

แกลองจินตนาการดิ คนที่ไม่เชื่อเรื่องเทวดา ไม่เชื่อเรื่องพลังพวกนี้ 

 

พอได้ยินเรื่องนี้  ใส่กลับมาเละเทะเลย 

 

แล้วพ่อก็เชื่อป้ามาก เพราะป้าเป็นครูสอนวิปัสสนา ลูกศิษย์เพียบ 

 

กลับมาสั่งห้ามให้ชั้นใช้ลูกดิ่งอีก”

 

 

“หา… อึ๋ย ! ขนาดนั้นเลยเหรอ ?   ทำไมอะ ?”

 

“ไม่ทำไมหรอก  ป้าบอกวิชานี้เป็นวิชามาร ไม่ใช่แก่นแท้ของศาสนา

 

เรียนไปแล้วก็ทำให้จิตเราสกปรก 

 

ป้ารู้จักวิชานี้ด้วย เพราะเคยเห็นในทีวี 

 

ถือว่าคนที่หลงไปเรียนก็เป็นพวกอวิชชา   ชั้นจำคำนี้ได้ 

 

แล้วอวิชชาแปลว่าอะไร ?”

 

“อวิชชา ก็แปลว่า พวกที่โง่ ไม่มีความรู้อะ”

 

ทอมพยักน้า

 

“อือ ! โง่เหรอ ?   พวกเรานี่ดูโง่มากเลยเนอะ”

 

“แกโดนขนาดนี้เลยเหรอ ? แล้วแกจะทำไงล่ะ ?”

 

“ยังไม่หมด !  ป้าให้หนังสือธรรมะเล่มนึงมาอ่าน

 

เรื่องลมหายใจอะไรก็ไม่รู้  อ่านไปครึ่งเล่มแล้ว วนไปวนมา

 

ไม่บอกอะไรที่ตรงซักอย่าง  ปล่อยให้ตีความตามคำศัพท์ที่แปลไม่ออกเลย

 

แล้วปรัชญาก็สวยงาม แต่ไม่รู้จะตีความยังไง 

 

คือ อ่านแล้วมันรู้สึกเลยว่า นี่กูต้องจบปริญญาเอกหรือเปล่า 

 

คือ เค้าเขียนให้คนที่เป็นปัญญาชนเท่านั้น 

 

ไอ้เรามันด้อยการศึกษา  ภาษามันหยดย้อยอะ แต่มันจับอะไรไม่ได้”

 

รุ่งหัวเราะ

 

“เหอ ๆๆ ! ทอม แกอินมากเลยเนี่ย  ไม่เคยเห็นแกอินขนาดนี้มาก่อน

 

ถ้าสป๊าร์คไฟนิดนึง แกระเบิดได้เลยนะเนี่ย เหอ ๆๆๆ !”

 

“ชั้นไม่ชอบ ! 

 

ชั้นไม่ชอบที่ต้องมาบังคับกัน  

 

ชั้นไม่ศรัทธาแบบนั้น ก็บังคับกันไม่ได้  

 

คงไม่ต้องอธิบายแกมาก พวกเราคนใช้ลูกดิ่งด้วยกันคงรู้ 

 

บอกแค่นี้ คงเข้าใจ

 

โดนคนอื่นห้ามใช้ลูกดิ่งเพราะไม่เชื่อในศาสตร์นี้  รู้สึกไง ?”

 

เพนดูลั่ม ของ อาจารย์ป๋า พารวย

 

“อือ ๆ !  เข้าใจ !  แกก็เลยจะผ่าไปเรียนมโนมยิทธิเลย  เอาซะงั้น ? ”

 

“อือ !  เรียนแม่งให้รู้กันไปเลยว่า กูจะบ้าเพราะเรียนวิชานี้ 

 

ก็มีวิชาลูกดิ่งก็ถือว่าบ้าไปแล้วนี่  จะบ้าเพิ่มอีกเป็นไรไปล่ะ”

 

“อือ ๆ  !  แกใจเย็น ๆ ก่อน !  สงสัยต้องชวนแกไปหลั่งด้วยกันละ เหอ ๆ !”

 

เพื่อนสาวถอนหายใจ

 

“เฮ้อ ! เมื่อคืน แม่ทะเลาะกับพ่อเรื่องนี้  แม่ไม่เห็นด้วยกับพ่อ 

 

ชั้นแม่ง…ปวดหัวว่ะ ! ทำไมพ่อชั้นหูเบาขนาดนั้นวะ ?  

 

เป็นผู้ชายแท้ ๆ ป้าพูดทีก็เขวไปที”

 

เพื่อนพยักหน้ารับฟัง

 

“แกไม่ค่อยถูกกับป้าเหรอไง ?”

 

“ชั้นว่าป้าจุกจิก แล้วยิ่งเป็นครูสอนวิปัสสนาด้วยแล้ว ไม่ฟังใครหรอก

 

พ่อชั้นก็นับถือป้ามาก ซักวันนึงคงตัดลูกเมียได้ ถ้าเชื่อป้านะ  

 

ไอ้วิปัสสนานี่มันคืออะไร ? แกอธิบายให้ชั้นฟังหน่อย !  

 

เป็นครูสอนวิปัสสนาแล้วเนี่ย ก้าวก่ายเรื่องชีวิตคนอื่นได้หรือไง ?”

 

รุ่งหัวเราะ

 

“ไอ้นี่ ! ท่าทางจะมีเรื่องจนได้  เหอ ๆ !”

 

“ถ้าจะมี ก็คงต้องมี  พูดแล้วคิดถึงพี่ชาตรี…”

 

“หือ ?”

 

“พี่ชาตรีเป็นพ่อที่น่ารักมาก มาเรียนลูกดิ่งพร้อมกับแฟนนี่ 

 

ครอบครัวนี้น่ารักมาก !

 

พี่ชาตรีคิดยังไงนะ ถึงอุตส่าห์มาเรียนด้วยกันกับลูก ? …”

 

“แกไม่ต้องคิดต่อ  อย่าคิดอะไรแบบนั้น ชั้นรู้กำลังคิดอะไร”

 

ทอมหันมามองหน้า 

 

เขารู้หรือ ว่าเธอกำลังคิดอะไร ?  

 

ถึงเธอจะคิด แต่เธอก็คงไม่พูดประโยคนั้นออกมา 

 

เธอคิดว่าอยากมีพ่อแบบพี่ชาตรี  ก็เท่านั้น

 

 

“จริง ๆ นะรุ่ง ! 

 

แกคิดมั้ยว่าทำไมพี่ชาตรี พี่รุ้ง ถึงมาเรียนลูกดิ่งพร้อมกับแฟนนี่ ? 

 

คือมันไม่ใช่แค่ความเป็นห่วงนะ แต่มันเป็นความเข้าใจ 

 

แล้วก็ให้เกียรติลูกว่าถ้าลูกเลือกอะไรแล้ว พ่อแม่จะสนับสนุนอยู่ใกล้ ๆ 

 

แกเข้าใจป่าว ?”

 

รุ่งพยักหน้า  เพื่อนคนนี้มองครอบครัวแฟนนี่ได้ละเอียด

 

เธอพูดต่อ

 

“พี่ชาตรีเป็นคนฉลาด แล้วก็อบอุ่น ใจเย็น  ตัดสินใจได้เด็ดขาด

 

ดูแล้วมั่นคง”

 

“อือ.. ใช่ !  แกน่าจะเจอเค้าเร็วกว่านี้  อิ อิ !”

 

“อ้ายชั่ว !  ชั้นไม่ได้คิดแบบนั้น ชั้นแค่คิดว่าพี่ชาตรีเป็นพ่อที่ดีมาก

น่าจะเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกได้ดี”

 

รุ่งถอนหายใจยาว ๆ

 

“เฮ้อ ! ชั้นว่านะ ทอม  แกหยุดคิดเรื่องนี้ก่อนเหอะ 

 

ยิ่งคิดแกจะยิ่งเปรียบเทียบคนอื่นกับพ่อตัวเอง ยิ่งไปกันใหญ่”

 

ทอมหัวเราะ

 

“เหอ ๆๆ !  ครั้งหน้าเจอพี่ชาตรี เรียกแกว่าป๊าดีกว่า 

 

เหอ ๆๆ !  เวลาเห็นแฟนนี่เรียกพี่ชาตรีว่าคุณพ่อ  น่ารักเนอะแก”

 

“แฟนนี่เรียกอะ น่ารัก  ถ้าแกเรียก…” 

 

เขาทิ้งคำพูดไว้แค่นี้

 

ทอมหัวเราะหึ ๆ 

 

เธอขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งความเร็ว

เพราะมีเวลาเหลือเฟือกว่าจะถึงเวลานัด

 

รุ่งค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์เมื่อวานที่เจอกับน้องวิ และ ฝนให้ทอมฟัง 

 

“…แล้วแกเข้าไปส่งน้องวิในบ้านหรือเปล่า ?”

 

“เปล่า ! ตีหนึ่งแล้ว ขืนพาไปส่งในสภาพนั้นคงโดนกระทืบ 

 

น้องวิเข้าทางประตูหลัง ไม่ได้เข้าหน้าบ้าน”

 

“มีหลายประตูเหรอ ?   บ้านยังกะวัง ! มีห้องใต้ดินด้วยหรือเปล่าวะ ?”

 

รุ่งหัวเราะ

 

“เหอ ๆๆๆ !  ไว้เก็บศพแกเหรอไง… ห้องใต้ดินอะ ?”

 

“น้องวิเล่าให้ฟังเรื่องวันที่ชั้นไปหาที่โรงเรียนจีนหรือเปล่า ?”

 

“เปล่า ! เมาขนาดนั้น จะกินแต่ไอติม  ทำไมเหรอ ?”

 

ทอมนึกถึงหน้าของอาจารย์หนุ่ม

 

 

 

เธอลังเลว่าจะเล่าให้เพื่อนฟังดี หรือ ไม่

 

“อือ ! ก็ เปล่า”

 

รุ่งมองหน้าเพื่อน

 

“อือ ! ขอให้แกท้องผูก !”

 

“ไอ้เลว !  ไม่รู้ซักเรื่องก็ไม่ตายหรอก”

 

“อ้าว ! แล้วใครเสือกเป็นคนพูดก่อน ? …”

 

เขาเหลือบไปมองข้างทาง

 

“…ทอม ๆ !  เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายซอยหน้านี้ก่อน 

 

ชั้นแวะไปร้านเขียนรูปแป๊บนึง”

 

ทอมรีบชะลอรถ

 

“ซอยหน้านี้ป่าว ?”

 

“อือ ๆ !  เข้าไปแล้วขวามือมีที่จอดรถ  แกจอดรถแป๊บนึง ไม่เกินห้านาที”

 

รถเลี้ยวเข้าซอย ผ่านร้านแกลอรี่ เลยมาเป็นที่จอดรถ 

 

ทอมขับเข้าไปจอด 

 

รุ่งเปิดประตูลงจากรถ  ควักแบ๊งยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วนับ 

 

สักอึดใจเขาก็เดินออกไปจากลานจอดรถ

 

**********************************************