หมอเถื่อน ตอน 9 อนิจจังดับมังกร

ห้องสัมภาษณ์ถูกเปิดออก 

ชายหนุ่มหัวหน้าฝ่ายบุคคลเดินออกมา…

 

เอ๊ะยืนรอฟังผลที่หน้าห้องอยู่แล้ว

 

“เป็นไงพี่ศักดิ์  น้องเลอหงส์…โอเคป่าว ?”

 

เขาพยักหน้า

 

“ฉลาดมากนะ ! แต่พูดน้อยไปนิดนึง แบ๊คกราวด์ไม่มีปัญหาอะไร  

 

เดี๋ยวเอ๊ะสัมภาษณ์ต่อใช่มั้ย ? แล้วพี่กุ้งเข้าด้วยหรือเปล่า ?”

 

เธอสั่นหัว “เอ๊ะคนเดียวค่ะ”

 

หนุ่มฝ่ายบุคคลยื่นแฟ้มให้

 

“เอ้านี่ !… กรอกตามฟอร์มนี้ให้ด้วยนะ เอ็มพีสามอยู่บนโต๊ะ”

 

เธอรับแฟ้ม แล้วเปิดประตูห้องสัมภาษณ์เข้าไป

 

สาวผู้ถูกสัมภาษณ์ อยู่ในชุดเสื้อเชิร์ทสีขาว กระโปรงสีเทาเหนือเข่าเล็กน้อย 

 

 

หน้าตาโดดเด่นด้วยการแต่งหน้าเพียงเล็กน้อย 

 

ผมยาวประบ่ากัดด้วยสีทองประปราย

 

เธอยกมือขึ้นไหว้ผู้สัมภาษณ์

 

เอ๊ะยกมือรับไหว้ ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งด้านตรงข้าม 

 

บนโต๊ะมีเครื่องเล่นเอ็มพีสามขนาดเล็กวางอยู่

 

“หงส์.. พี่เอ๊ะเอง !”

 

อีกฝ่ายเบิกตาโต

 

“พี่เอ๊ะหรือคะ ?   ขอโทษทีค่ะ หงส์จำไม่ได้ ไม่เคยเห็นพี่เอ๊ะใส่ชุดทำงาน ดูแปลกตาค่ะ”

 

“จ้ะ !… พี่เอ๊ะก็ว่าหงส์ดูเปลี่ยนไปนะ สวยขึ้นเยอะ เราเจอกันตอนนั้นกี่ปีแล้วนะ ?”

 

“ตอนที่พี่เอ๊ะรับปริญญา ก็ สามปีแล้วมั้งคะ”

 

ศิษย์มหาวิทยาลัยเดียวกันเริ่มรำลึกความหลัง

 

“อือ ใช่ ๆ !  แล้วนี่ก้องมาด้วยหรือเปล่า ?”

 

“พี่ก้องนัดว่าจะมารับค่ะ ประมาณห้าโมงเย็น

พี่เอ๊ะยังเจอกับพี่ก้องอยู่เหรอคะ ?”

 

“ก็เจอบ้างน่ะ  ทำงานที่ทรู ตึกอยู่ไม่ไกลนี่เอง”

 

หงส์พยักหน้า “ค่ะ ใช่ !”

 

เอ๊ะยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา

 

“นัดห้าโมงเหรอ ? ทันน่ะ สัมภาษณ์คงไม่นานหรอก 

แต่ขออนุญาตอัดเอ็มพีสามไว้นะ เพราะต้องให้พี่กุ้งฟัง 

 

พี่กุ้งเป็นผู้จัดการแผนก  พอดีพี่เค้าติดงานข้างนอก เข้ามาไม่ทัน 

 

วันก่อนโน่น ก้องโทรมาบอกจะฝากน้องที่เอแบคมาสมัครงานชื่อหงส์ 

พี่ก็นึกว่าต้องเป็นหงส์นี่แน่ ๆ  เพราะน้องที่แอแบคยังมีอีกหงส์นึง 

 

พี่ก็ถามว่าหงส์ที่สวย ๆ เงียบ ๆ ใช่มั้ย ?  ก้องบอก อือ ๆ เดี๋ยวนี้เค้าไม่เงียบแล้ว”

 

เจ้าตัวหัวเระตาม นึกถึงกิตติศัพท์ที่มีคนนินทาในสมัยเรียน

 

“ค่ะ ! เดี๋ยวนี้ก็พูดมากขึ้นแล้วค่ะ แต่ก็ยังพูดเก่งเทียบกับคนอื่นไม่ได้ค่ะ

 

แต่พี่เอ๊ะ หงส์ไม่รีบนะคะ พี่ก้องคงคอยได้  พี่เอ๊ะสัมภาษณ์ตามสบายดีกว่าค่ะ”

 

เอ๊ะยิ้มให้ศิษย์น้อง

 

“ได้จ้ะ !  แต่เดี๋ยวพี่เปิดเอ็มพีสามนะ”

 

เธอเปิดแฟ้ม หยิบโพยคำถามหลัก ๆ ขึ้นมาถือไว้

 

“น้องหงส์เล่าถึงบุคคลิกของเราซิ เราเป็นคนบุคคลิกยังไง ?”

 

ผู้ถูกสัมภาษณ์ นึก…

 

“บุคคลิกนี่แปลว่า คนอื่นมองเราใช่มั้ยคะ ?”

 

“อือ ถามมีเหตุผลดี  ใช่ค่ะ ! คนอื่นมองว่าหงส์เป็นคนยังไง ?”

 

“ก็ค่อนข้างเงียบค่ะ !”

 

พูดแล้วเธอก็หัวเราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่คิดออกทันที

เพราะกิตติศัพท์สมัยเรียนคือ นังหงส์หยิ่ง

 

แล้วเรื่องอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ เข้ามาในสมอง

 

“เงียบเพราะหงส์ชอบฟังมากกว่า หงส์เป็นคนตรง ๆ

ถ้าพูดออกไปแล้วอาจจะไม่ค่อยเข้าหูคนอื่น

 

ถ้าจะพูดก็ต้องคิดก่อน หงส์เลยอาจจะพูดน้อย

แต่สำหรับคนที่สนิท หงส์ก็พูดได้มากขึ้นค่ะ 

 

หงส์ไม่รู้จะคุยอะไรกับเพื่อน ๆ เพราะเหมือนกับสนใจไม่ตรงกัน

 

แต่จริง ๆ หงส์ไม่มีอะไรกับใครเลย แต่เพราะว่าพูดน้อย คนก็เลยหาว่าหยิ่ง 

 

มาตอนปีสามค่อยเริ่มดีขึ้น เพราะคนที่อยู่ใกล้ ๆ หงส์ก็จะรู้เองว่าหงส์เป็นอย่างนี้

แต่จริง ๆ หงส์ไม่มีอะไร”

 

รุ่นพี่สถาบันเดียวกันพยักหน้า

 

“บอกพี่หน่อยซิ หงส์ !  ที่หงส์บอกว่าเราสนใจไม่ตรงกับเพื่อน 

เพื่อนเขาสนใจอะไร เราสนใจอะไร ถึงไม่ตรงกัน ?”

 

หงส์เหลือบสายตาขึ้นบน เธอนึกว่าควรจะอธิบายอย่างไรให้ฟังง่ายที่สุด

 

“เอ่อ… พูดลำบากค่ะ ! คือ สนใจหัวข้อเรื่องอาจจะตรงกัน

แต่รายละเอียดก็อาจจะไม่ตรง

 

อย่างเช่น เพื่อนชอบดูหนัง หงส์ก็ชอบดู แต่ชอบดูคนละเรื่องกับเพื่อน

 

หรือบางทีดูเรื่องเดียวกัน แต่คุยกันคนละอย่าง 

 

ชอบฟังเพลง หงส์ก็ชอบฟัง แต่ชอบเพลงคนละอย่างแล้วมันคุยกันก็ไม่สนุก 

เพราะหงส์ก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเปลี่ยนอะไรตามหงส์ 

 

ส่วนจะให้หงส์เปลี่ยนไปเข้ากับคนอื่น ก็คงจะไม่”

 

“ไหนเล่าซิว่า หงส์ชอบดูหนังแนวไหน ? แล้วเพื่อนชอบแนวไหน ?”

 

“ค่ะ !  หงส์ก็ชอบทุกแนว  แต่จะชอบมากถ้าหนังเขียนบทได้เนียน มีเหตุมีผล

แล้วซ่อนอะไรให้คิดในเรื่องมากกว่าหนังที่บอกเหตุผลจนหมด

 

คือ หนังประเภทจับกลุ่มใหญ่จะเป็นอย่างนั้น ซึ่งหงส์ก็ดูได้นะคะ

แต่จะชอบมากกว่า ถ้าหนังจะไม่ต้องบอกหมด แต่ซ่อนบางอย่างไว้ให้คิด 

 

ส่วนหนังที่เขียนบทไม่เนียน ไม่ให้รายละเอียดความลึกของตัวละคร 

จู่ ๆ ก็โผล่มาพระเอกเห็นว่านางเอกสวยก็รักเลย อย่างนี้หงส์ว่าเสียเวลาดู”

 

“ยกตัวอย่างหนังที่ว่ามาซักเรื่องได้มั้ย ? ดูซิว่าพี่จะเคยดูมั้ย

แต่พี่ก็ไม่ได้ดูหนังเยอะมากนะ แต่ลองเล่ามาหน่อยแล้วกัน”

 

เธอนึกสักพัก

 

“ถ้าเป็นหนังจีน เอ่อ… หนังอินดี้จีน พี่เอ๊ะคงไม่รู้จักหรอกค่ะ เพราะไม่ได้ฉายโรงด้วย

เรื่องนั้นชอบที่สุด 

 

เอาเรื่องนี้ดีกว่า ตั้งแต่ปีเก้าห้า  ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน ซื้อดีวีดีมาค่ะ

เป็นหนังญี่ปุ่นชื่อเลิฟเล็ตเตอร์  มันเป็นเรื่องของ…”

 

คนสัมภาษณ์ตบโต๊ะ

 

“เลิฟเลตเตอร์ ของชุนจิ อีวาอิ ! ชอบ ๆ ๆ ! ชอบมาก !”

 

หงส์ยิ้ม

 

“จริงเหรอคะ ? พี่เอ๊ะเคยดูด้วยเหรอคะ ? หนังเก่าแล้วนะคะ ? ชอบด้วยเหรอคะ ? ”

 

“อือ ชอบ !  ดูตั้งหลายครั้ง ตอนแรกดูแล้วไม่เข้าใจนะ”

 

“ค่ะ ! หนังเรื่องนี้ ถ้าดูสองสามรอบจะยิ่งชอบมากขึ้น

ดูครั้งแรกเฉย ๆ งง ๆ  แต่พอเวลาผ่านไป มานั่งนึกว่า

ทำไมต้องให้นางเอกคนเดียวแสดงเป็นสองคน ?

ก็พอนึกออก  กลับไปดูใหม่”

 

“ดี ดี !  ไหนหงส์ลองเล่าว่าชอบเพราะอะไร ?”

 

“ค่ะ !  เนื้อเรื่องค่อย ๆ บอกเราถึงปมเล็ก ๆ แล้วก็ไม่บอกหมด ค่อย ๆ เฉลยทีละนิด 

 

ต้นเรื่องจะจับให้เรามีสมาธิกับนางเอกที่สูญเสียคนรัก 

 

คนจะเข้าใจว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องความรักของเธอ 

 

เวลาเราดูไปเรื่อย ๆ เราไม่รู้ตัวเลยว่า เราถูกดึงให้ไปสนใจในเรื่องของนางเอกคนที่สอง

ทีละน้อย  จนจบเรื่อง เราค่อยเข้าใจว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความรักของใครกันแน่”

 

เอ๊ะนั่งฟังพร้อมกับอมยิ้ม

 

เธอคิดว่าหงส์จับใจความวัตถุประสงค์ของคนสร้างหนังได้

แล้วยังอธิบายเป็นภาษาให้เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย

 

หงส์เล่าต่อ

 

“นอกจากเนื้อเรื่อง ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของหนังแล้ว ต่อมาคือบรรยากาศหิมะ

ซึ่งให้ความรู้สึกที่เหงา เหมาะสำหรับระลึกถึงความหลังเก่า ๆ เข้ากับตัวหนัง 

 

แล้วเพลงประกอบที่ใช้เสียงเปียโนเดินเรื่องตลอด

มันทำให้บรรยากาศความหนาวเพิ่มเข้าไปอีก 

 

ที่รู้สึกว่าชอบมากคือ ความรู้สึกที่ว่า หนังดูครั้งแรก เฉย ๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้นมาก

แต่ทำไมดูแล้วอยากกลับมาดูอีก ยิ่งดูยิ่งชอบ”

คนสัมภาษณ์ยิ้มไปด้วย เพราะบังเอิญตรงกับความชอบตัวเอง

 

“ใช่ ๆ ! แล้วเพื่อนคนอื่น ดูแล้วรู้สึกยังไง ?”

 

“เค้าบอกว่าเดินเรื่องช้า แล้วก็ไม่เข้าใจว่าหนังจะสื่ออะไรค่ะ”

 

เอ๊ะพยักหน้า ตรงกับความคิดเธอเหมือนกัน

 

เธอก็คิดว่าหลาย ๆ คนไม่ชอบหนังเรื่องนี้เพราะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น

เหมือนหนังทำเงินฮอลลีวู๊ด

 

“แล้วเพลงล่ะ  หงส์ฟังเพลงอะไร ? ใครเป็นศิลปินที่ชอบ ?”

 

“จิม ชะเปลค่ะ เป็นนักเปียโน”

 

“สไตล์ไหนคะ ?”

 

“แจ๊สปนกับนิวเอจค่ะ !  อีกคนที่เพิ่งชอบคือ ริวอิชิ ซากาโมโตะ

คนนี้เล่นเปียโนนิวเอจ ชอบมากที่สุด”

 

“เรานี่ท่าทางชอบไปทางแนวญี่ปุ่นนะ ทั้งหนังทั้งเพลง”

 

“อือค่ะ !… แต่เพลงนี่ไม่ได้ออกแนวญี่ปุ่นนะคะ ฟังแล้วก็เป็นสากล 

 

ในเอเชีย หงส์ถือว่าญี่ปุ่นเก่งเรื่องเพลงมากที่สุด เพราะพื้นฐานมาทางดนตรีคลาสสิค 

 

คนญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องรวยก็เรียนเปียโนได้

แต่ พี่ชายคงไม่ชอบนักถ้าชอบอะไรที่เป็นญี่ปุ่นเยอะ ๆ”

 

“ทำไมล่ะ ?  มีอะไรกับคนญี่ปุ่นเหรอ ?”

 

“ปกติของคนจีน คงยังมีความฝังใจทางประวัติศาสตร์”

 

เอ๊ะพลิกใบสมัครอ่านดู

 

“หงส์เกิดที่ปักกิ่งเลยเหรอ ?”

 

“ค่ะ !”

 

“เหรอ งั้นก็มีชื่อจีนด้วยสิ ?”

 

“ค่ะ ชื่อจีนชื่อ จางซีฟ่ง”

 

“เพราะจังเลย แปลว่าอะไรคะ ?”

 

“ซีฟ่งแปลว่า หงส์ที่เลอเลิศ”

 

“อ้าเหรอ ? … งั้นชื่อไทยก็ตั้งมาจากชื่อจีนเหรอไง ?

เลอหงส์  ซีฟ่ง อือ เก๋มากเลย 

 

ใครตั้งชื่อให้ล่ะ ?”

 

พี่ชายค่ะ ! พี่ชายเป็นคนตั้งให้

 

พี่ชายบอกว่าถึงแม้เราจะไม่ร่ำรวย แต่เราก็เป็นหงส์

มีศักดิ์ศรีเสมอ

 

หงส์ถึงแม้จะอยู่รวมกับห่านในบางครั้ง แต่มันก็รู้ตัวมันเสมอว่า มันไม่ใช่ห่าน

มันไม่ทำตัวเหมือนห่าน 

 

หงส์เป็นสัตว์ที่มีตระกูลเทียบเท่ามังกร และ ไม่ต่ำกว่ามังกร

 

ถึงแม้ฐานะเราจะไม่สูง แต่ชื่อเราจะต้องสูง เพื่อเตือนให้เรามองในสิ่งที่สูง 

 

ถึงแม้เราจะเอื้อมมือไปคว้าดาว แต่มือเราก็ไม่มีวันเปื้อนโคลน”

 

เธอพูดพร้อมทั้งรอยยิ้มที่ออกมาทางดวงตา

 

คนฟังนั่งพยักหน้า

 

“อธิบายประโยคสุดท้ายหน่อยซิ เอื้อมมือคว้าดาวอะไรเนี่ย หมายถึงอะไร ?”

 

“ถึงแม้เราจะเอื้อมมือไปคว้าดาว แต่มือเราก็ไม่มีวันเปื้อนโคลน หมายถึงว่า

 

ถึงแม้คนจะมองว่าเราไฝ่สูงเกินไป คงไม่มีวันจะเป็นไปได้

เปรียบเหมือนกับคว้าดาว ซึ่งมันไกลเกินไป

 

แต่ การคว้าดาว มือเราก็ไม่มีวันเปื้อนสิ่งสกปรก เพราะถ้าเราทำตามความฝัน

ถึงแม้ไม่สำเร็จ แต่ก็จะไม่จมปลักอยู่กับโคลนแน่นอน”

 

“เยี่ยม…!  คนจีนนี่นะ เรื่องศักดิ์ศรีอันดับหนึ่ง  พี่ชายเราเหรอที่สอนเราแบบนี้ ? ”

 

“ค่ะ ! พี่ชายพูดเรื่องแบบนี้ ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ  เก่งมั้ยคะ ? ”

 

เอ๊ะพยักหน้า พลิกใบสมัครอ่านไปเรื่อย ๆ

 

“เราเล่นดนตรีด้วยหรือ ?”

 

“ค่ะ ! แค่กีต้าร์ แต่ไม่เก่งนะคะ เคยเรียนแต่ก็ยากเหมือนกัน”

“เล่นกล้อง ?”

 

“ค่ะ ! ชอบถ่ายรูป แต่ก็ไม่เก่งนะคะ”

 

“อื้อ…!  คราวนี้ขอสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษนะหงส์ …

Would you mind introducing yourself to me in English ?”

 

หงส์พยักหน้า สีหน้าเรียบ ๆ มั่นใจในความสามารถทางภาษาของตนเอง

 

“Where should I begin ?…from where I came from… I mean Beijing ?”

 

เอ๊ะแปลกใจในสำเนียงภาษาอเมริกันที่เหมือนกับเด็กที่จบมาจากนอก

 

“Whatever you’d like, please !”

 

“Well…then I’d start when I was….”

 

หงส์พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันอย่างคล่องแคล่ว เสมือนเจ้าของภาษา 

 

คำศัพท์ที่ใช้ก็บ่งบอกถึงภูมิความรู้ในภาษาที่เกินมาตรฐานปริญญาตรีทั่วไป

 

คนสัมภาษณ์ซักถามเป็นภาษาอังกฤษ จนพอใจ

 

“เลอหงส์….ภาษาอังกฤษน้องดีมากนะ ! สำเนียงดีมากด้วย

 

ถ้าไม่ได้รู้จักมาก่อน คงนึกว่าน้องจบเมืองนอกซะอีก”

 

ผู้ถูกสัมภาษณ์ยิ้มที่มุมปาก

 

“ตกลงหงส์ถนัดภาษาอะไรมากที่สุดล่ะ ?”

 

“ถนัดภาษาไทยมากที่สุด”

 

“รองมาก็แมนดาริน ?”

 

“ไม่ใช่ค่ะ !  รองมา ภาษาอังกฤษค่ะ เพราะชอบภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ๆ

ก็เลยชอบดูหนังฝรั่ง ฟังเพลงฝรั่ง

 

มีอยู่ช่วงนึงที่บ้านเริ่มมีเคเบิ้ลทีวี ก็เปิดเคเบิ้ลทีวีภาษาอังกฤษทิ้งไว้ แล้วก็ทำการบ้าน

ก็เลยได้ภาษาอังกฤษแบบฟรี ๆ

 

ส่วนภาษาจีนกลาง จะใช้กับพี่ชาย แล้วก็ ใช้เวลาคุยกับเพื่อนคนจีนค่ะ

แต่ก็ไม่เยอะมากนัก”

 

เอ๊ะเก็บข้อมูลครบตามที่ต้องการ  เธอถามขึ้น

 

“มีอะไรจะถามมั้ยคะ ? พี่หมดคำถามแค่นี้”

 

หงส์สั่นหัว “ไม่มีค่ะ !”

 

“ไม่มีเลยเหรอ  หรือ พอเข้าใจว่าที่นี่

ทำอะไรกันบ้าง ?”

 

“พอรู้บ้างค่ะ ! ไม่ได้รู้เยอะ แต่ไม่มีคำถามค่ะ”

 

“อือ… เรานี่ เวลาไม่ได้อยู่ในห้องสัมภาษณ์คงพูดน้อยจริง ๆ นะ”

 

“ค่ะ !”

 

**************************************************************

Leave a Reply