นิยายหมอเถื่อน ตอน 6 อภิญญาเก่า

สาวน้อยยืนที่ข้างเตียง …

…. มองดูเท้าที่บวมโตผิดปกติของคุณลุง

 

เธอสำรวจดูร่างกายของคุณลุงที่เธอคุ้นเคย

 

ร่างกายที่ซูบผอมลงอย่างมาก ใบหน้าที่มีสีคล้ำ

 

บริเวณขอบตาเป็นสีดำโหล  มีเครื่องให้ออกซิเจนครอบอยู่

 

เสียงหายใจเข้าออกดังฟืดฟาด  เสียงนี้ทรมานใจเธอเป็นอย่างยิ่ง 

ภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า เหมือนกับว่า

นี่ไม่ใช่คุณลุงคนเดิมของเธอ

 

ความคาดหวังที่เธอตั้งไว้กับวิชาลูกดิ่ง

กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอคาดไว้สักนิดเดียว 

 

เพียงวันต่อมาหลังจากที่กลับมาจากการเรียนวิชาลูกดิ่งเพนดูลั่ม 

เธอกลับสื่อสารกับลูกดิ่งไม่ได้  

 

เพนดูลั่มไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเธอเลย เสมือนกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน 

 

ทั้ง ๆ ที่ในห้องเรียน เธอเป็นนักเรียนที่โดดเด่นที่สุด  อายุน้อยที่สุด

และ ได้รับคำชมจากอาจารย์ว่า นี่คือนักเพนดูลั่มระดับโลกในอนาคต 

 

ไม่ว่าเธอจะพยามสื่อสารอย่างไร ประจุพลัง นั่งสมาธิ 

ผ่านไปสามสี่วัน ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ลูกดิ่งยังคงเมินเฉยกับเธอ

ทำให้หัวเสีย 

 

จนเธอตั้งใจกับตัวเองว่า เธอจะไม่หยิบเพนดูลั่มขึ้นมาใช้งานอีก

 

*****************************************

ที่โซฟารับแขก…

…ชาตรี รุ้ง และ คุณแป้น…คุณป้าสะไภ้ของแฟนนี่

กำลังนั่งคุยกันเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการรักษา

 

เสียงโทรศัพท์มือถือของแฟนนี่ดังขึ้น

 

“แฟนนี่ค่ะ !”

 

เสียงปลายทางเป็นเสียงของทอม “แฟนนี่ ! พี่ทอมกับพี่รุ่งอยู่ที่ล็อบบี้แล้วจ้ะ”

 

“ค่ะ ค่ะ ! เดี๋ยวแฟนนี่ลงไปหานะคะ”

 

ชาตรีได้ยิน ลุกขึ้นจากโซฟา

 

“รุ้ง ! คุณนั่งคุยเป็นเพื่อนพี่แป้นก่อน เดี๋ยวผมลงไปกับแฟนนี่เอง”

 

****************************************************************************

ล็อบบี้ชั้นล่างของโรงพยาบาล

 

…..ชาตรียังมีสีหน้ายิ้มแย้ม ชวนทอมกับรุ่งให้เดินไปหาที่นั่ง

 

แฟนนี่เดินเกาะแขนทอม

 

ทั้งสี่นั่งบนโซฟารับแขก มีที่สำหรับสี่คนพอดี

 

“พี่รุ้งอยู่ข้างบนเหรอครับ ?” รุ่งถามขึ้น

 

“ใช่ ! พี่รุ้งคุยกับพี่สะใภ้อยู่ครับ”

 

ชาตรีนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับรุ่ง

 

แฟนนี่เลือกนั่งเก้าอี้ติดกับรุ่ง

 

“พี่รุ่ง ! แฟนนี่คิดถึง”

 

รุ่งหัวเราะหึ ๆ

“คิดถึงพี่ แต่ไปเดินควงพี่ทอม หมายความว่าไง ?”

 

แฟนนี่ยิ้มแล้วเอียงหัว

 

ชาตรีเริ่มเข้าเรื่อง

“คืองี้นะ รุ่งกับทอม ผมคงต้องรบกวน

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ผมต้องการข้อมูลบางอย่างเพื่อตัดสินใจ

ก็เลยขอคำปรึกษา 

 

แต่รุ่งกับทอม ขอให้สบายใจว่า แค่ให้ข้อมูลนะ สุดท้ายผมจะตัดสินใจ 

อย่ากังวลว่าผมเรียกน้องสองคนมาให้รักษาคนป่วยนะ

เดี๋ยวจะพลอยเครียดไปด้วย”

 

ทอมกับรุ่งพยักหน้าเข้าใจ ชาตรีเป็นนักบริหารที่วางแผนได้ดี 

เขากำลังจัดลำดับทางเลือก แต่ขาดข้อมูลบางอย่าง

 

“ค่ะ ! ได้ค่ะ”  “ครับ ! พี่ชาตรีถามมาเลยได้ครับ”

 

“คือยังงี้ อาการของพี่ชายผม เริ่มจากเมื่อเดือนกว่า ๆ มาแล้ว

เขานอนไม่หลับ คงเพราะเครียดกับงาน ก็งานการเมือง

มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมือง เขาก็คงเครียด

 

พี่สะใภ้ก็โทรมาเล่าให้ฟังบ้าง  ตอนแรก ๆ ก็กว่าจะหลับได้ก็ตีสองตีสาม 

 

ต่อมาน้ำหนักเริ่มลดลง ทานอาหารได้น้อย 

แต่ที่หนักกว่านั้นคือนอนไม่ได้เลย คือ อยู่ยันสว่างติดกันสองสามคืน

แล้วมาหลับเพราะเพลียมาก

 

แต่หลับได้สักพัก ตื่นมาแล้วก็นอนไม่ได้อีก 

 

ตอนนั้นมาให้หมอตรวจ ก็พบว่าตับเริ่มเสื่อม หมอก็ให้ยามา

แล้วก็ให้ทานน้ำหวานเพื่อทดแทนพลังงาน  

 

ตรวจปัสสาวะ ก็พบว่ามีไข่ขาวปน 

หมอก็จึงให้โด๊ปไข่ขาวเพิ่มเพื่อรักษาระดับโปรตีน 

 

พี่สะใภ้ก็ทำตามทุกอย่าง  อาการยิ่งแย่ลง คือ ขอบตาดำ แล้วเท้าโต

 

ที่มาเข้าโรงพยาบาลนี่เพราะมีอาการคล้ายโรคหัวใจ คือ ความดันต่ำ

หายใจไม่ออก มีไข้ขึ้นสูงด้วย  ก็เลยมาแอ๊ดมิดเมื่อคืน”

 

รุ่งขมวดคิ้ว ฟังอาการแล้วเข้าขั้นหนัก เขาถอนหายใจ

 

ทอมมองหน้ารุ่งแล้วเลิกคิ้ว เหมือนกับจะถามว่า เราสองคนจะช่วยไหวหรือ ?

 

ชาตรีเล่าต่อ

“พี่สะใภ้ผมเขาตัดสินใจไม่ถูก ลูกชายกับลูกสาว ทั้งสองคนก็ยังอยู่เมืองนอก

เธอสนิทกับพี่รุ้ง พอเธอเห็นอาการพี่ชายผมแย่ลง ใจก็เสีย 

โทรมาปรึกษาพี่รุ้ง 

อีกฝ่ายหนึ่งก็คือผู้ใหญ่ทางพรรค

เขาก็จะช่วยโดยฝากให้หมอที่รู้จักที่

บำรุงราษฎร์ 

 

ก็คือทางพรรคอยากจะให้เปลี่ยนโรงพยาบาลไปเป็นบำรุงราษฎร์”

 

ทอมกับรุ่ง พยักหน้า

 

“อือ ! บำรุงราษฎร์ก็ดีนะครับ” รุ่งเห็นด้วย

 

ชาตรีสั่นหัว

“ผมไม่คิดยังงั้นนะ ! ผมไม่ได้คิดว่าโรงพยาบาลไหนดีหรือไม่ดี

แต่ผมแค่คิดว่าวิธีการรักษาไหนต่างหากที่เหมาะสม 

 

รุ่งเข้าใจมั้ยว่า ถ้าหากหมอแผนปัจจุบันเหมาะสมแล้ว

รักษาโรงพยาบาลไหนก็เหมือนกัน ? 

 

แต่ถ้าหากรักษาแผนปัจจุบันผิดทาง รักษาที่ไหนก็ค่าเท่า”

 

ทั้งสองคนพยักหน้า

 

“ผมก็ลองใช้ลูกดิ่งถาม ตามความสามารถที่มือใหม่จะพอถามได้ 

ผมก็เอารูปพี่ชายมาดิ่ง แล้วตั้งคำถามว่า ที่รักษาอยู่ปัจจุบันนี้ ถูกทางหรือไม่ ?

ลูกดิ่งก็นิ่ง 

 

ถามใหม่ว่า ควรเปลี่ยนแนวทางการรักษาใช่หรือไม่ ? ลูกดิ่งก็หมุน 

 

ถามกี่ครั้งก็ให้คำตอบเหมือนกัน  ผมตั้งคำถามแค่นี้นะ 

คือ ถามวิธีรักษาลึกไปกว่านี้เนี่ยคงไม่เป็น เพราะยังไม่ได้เรียน

 

คือผมบอกได้เลยนะว่า ผมลังเล ตอนแรก ๆ ที่รู้ว่าพี่ชายผมอยู่ในมือหมอแล้ว

ผมก็สบายใจ แต่ทำไมอาการทรุดลง ?

 

ผมเริ่มคิดว่าเรามากันถูกทางหรือเปล่า ?

แล้วพอมาถามลูกดิ่ง ก็ได้ผลแบบนี้ 

แต่ข้อมูลยังไม่ครบ

 

คือ ไม่รักษาที่โรงพยาบาลน่ะ ก็ได้ แต่ถ้าเรายังไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร จะรักษาด้วยวิธีไหน ? ไปรักษากับใคร ?

 

แต่ถามว่าผมเชื่อมั่นในโรงพยาบาลอื่น ๆ ขนาดไหน

ผมบอกเลยว่าสำหรับเคสนี้ ผมก็ไม่เชื่อ

เพราะโรงพยาบาลนี้

หมอที่นี่เก่งมาก เขาเจอเคสนี้แล้วเขาก็เอาไม่อยู่

 

พี่ชายผมไม่ได้ดื่มเหล้า ถ้าแค่เครียดแค่นี้

ทำให้เป็นถึงขนาดนี้มันก็เกินไป

 

ถ้าหมอที่นี่ยังวินิจฉัยผิด

เวลาส่งเคสไปโรงพยาบาลอื่น

มันก็ต้องเข้าวิธีเดียวกัน คือตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อุจจาระใหม่

 

คือ ถ้าหาเหตุได้ด้วยผลเลือดนะ หมอที่นี่หาเจอไปแล้ว

แล็บของที่นี่ถือว่าระดับสุดยอดอยู่แล้ว”

 

รุ่งพยักหน้าเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด

 

“เข้าใจครับ ! เพียงแต่ว่า ถ้าพี่ชาตรีรู้ว่าพี่ชายเป็นโรคอะไร แล้วรักษาด้วยวิธีไหน

นี่ก็เป็นทางเลือกอีกทางได้ แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่

รู้แค่ว่ารักษาโรงพยาบาลไม่ได้ผล ยังงี้ไม่มีทางเลือกเลย”

 

“ใช่ครับ ! พี่สะใภ้ผมต้องตัดสินใจ

 

ทางพรรคเขาจะฝากให้หมอที่บำรุงราษฎร์ ก็คงจะทำเรื่องส่งเคส ย้ายเลยคืนนี้ 

 

สิ่งที่ผมต้องการให้น้องสองคนช่วยคือ ช่วยประเมินพี่ชายผมให้ว่าเป็นโรคอะไร

มีสาเหตุจากอะไร 

 

ถ้ารู้ต้นเหตุ รู้วิธีรักษา ผมจะตัดสินใจของผมเอง

 

ถ้าไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร เอาแค่เท่าที่ประเมินได้  อย่างน้อยผมก็สบายใจ…”

 

ชาตรีหยุด ถอนหายใจ แต่ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม

 

“ตอนที่ผมอยู่ในห้องเรียน ผมรู้สึกว่าผมศรัทธาอาจารย์ป๋ามาก

ซึ่งปกติผมจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่ท่านนี่ถือว่าเป็นสุดยอดของครูจริง ๆ 

 

ตอนที่ผมเดินออกไปให้ท่านตรวจ ท่านเอาลูกดิ่งจ่อมืออึดใจเดียว

ท่านบอกเลยว่า ผมถูกกับหินไทเกอร์ส-อาย

ให้ผมลองไปหาหินไทเกอร์ส-อาย มาลองจับดู ผมอาจจะชอบ 

 

ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยบอกใครมาก่อนว่า ผมชอบหินไทเกอร์ส-อายส์ มาก่อนอยู่แล้ว

 

อาจารย์ป๋าใช้เพนดูลั่มได้น่าทึ่งมาก 

ถ้าเคสพี่ชายผมนี่

ได้อาจารย์ป๋ามาช่วย ผมจะเบาใจขึ้นอีกมาก”

 

 

ชาตรีพยักหน้า เอื้อมมือมาตบเข่ารุ่ง

“แต่ไม่เป็นไร !  ศิษย์เอกสองคนอยู่นี่แล้วนี่” แล้วหันมายิ้มให้กับทอม

 

รุ่งทำหน้าเหรอ “เอ๋า…!” เขามองหน้าแฟนนี่ 

 

หนูน้อยยิ้มฝากความหวังให้

 

ชาตรีหันมาหาทอม

“ทอม สบายใจนะ ! แค่ประเมินเหมือนกับประเมินคนป่วยทั่วไป

รู้อะไรก็บอกแค่เท่าที่รู้  ที่เหลือผมตัดสินใจเอง”

 

ทอมกับรุ่งมองหน้ากัน

 

“รุ่ง เราก็แค่ไปดิ่งที่มือ ถ้าไม่รู้อะไรก็ค่อยโทรถามคนอื่น ก็ไม่น่าจะยากนะ”

 

รุ่งพยักหน้า “ได้ ได้ !”

 

แฟนนี่ยิ้มระรื่น เอื้อมมือไปจับแขนรุ่งเขย่า

 

“นี่ไง !  ฮีโร่ของแฟนนี่มาช่วยจนได้”

 

ชาตรีพยักหน้า “ไป ! งั้นเราขึ้นไปที่ห้อง”  เขาลุกขึ้น

 

ทั้งสี่คนเดินจากล็อบบี้มาที่ลิฟท์   รุ่งเดินเข้ามากระซิบข้างหูทอม

 

“เลขาธิการพรรคเชียวนะเว้ย ! จะมาม่องเพราะมือเราซะแล้ว”

 

ทอมใช้ศอกกระทุ้งซี่โครงเพื่อนปากหมา

 

“อุ๊บ ! ” เขาก้มตัวงอ มือคลำซี่โครง

“อีนี่ ศอกแหลมชิบ !”

 

 

ทอมสังเกตเห็นความสุขุมของชาตรี เขาเดินช้า ๆ พร้อมทั้งยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า

 

ในสถานการณ์ที่คับขันแบบนี้ น้อยคนนักที่จะควบคุมสติได้มั่นคงเช่นนี้

 

*********************************************************************

ล็อบบี้ชั้น 18…. เต็มไปด้วยคนมากมาย  

 

บางคนถือช่อดอกไม้ บางคนถือกระเช้าผลไม้ 

มีคนใส่สูทห้าหกคน ตั้งวงคุยกันเป็นกลุ่ม ๆ

 

รุ้งกำลังคุยกับนักการเมืองหนุ่มคนหนึ่ง 

เธอเห็นชาตรี แฟนนี่ กำลังเดินนำนักเพนดูลั่มทั้งสอง

เธอจึงขอตัวเดินจากออกมา

 

“ชาตรี !” เธอโบกมือให้สามี

 

รุ่งกับทอมยกมือไหว้

 

“หวัดดีค่ะ ! พี่รุ้ง”

“หวัดดีครับ ! พี่รุ้ง”

 

รุ้งยกมือรับไหว้พร้อมรอยยิ้ม

 

“ชาตรี คนที่พรรคมากันเยอะแยะเลย 

ท่านหัวหน้าพรรคอยู่ในห้องน่ะ กับเสธ. แล้วก็นายพลอู๊ด”

 

สามีมองไปรอบ ๆ ล็อบบี้ “โอ…! ทำไมมากันตอนนี้พอดี ? ”

 

ชาตรีเริ่มยกมือไหว้สมาชิกพรรคบางท่านที่เขารู้จัก

 

รุ้งเอื้อมมือไปจับแขนทอม

 

“ว่ายังไง ทอม ? ผอมลงหรือเปล่า ?”

 

รุ่งหัวเราะหึ ๆ “กินยังกะหมู ผอมยังไง ? แต่พี่รุ้งน่ะ สวยขึ้นครับ”

 

รุ้งหัวเราะ “แหมปากหวานจัง ! หลอกสาว ๆ ไปกี่คนแล้วเนี่ย ? ”

 

 

เธอหันไปหาสามี

 

“ชาตรี !  พวกเราน่าจะไปนั่งคุยกันที่ล็อบบี้ฟากโน้นก่อน”

 

ชาตรีเห็นด้วย

“นั่นน่ะสิ ! ตอนนี้คงเข้าไปในห้องไม่ได้  ไป !  ไป นั่งฟากโน้นก่อน”

 

เขาเดินนำออกไป

 

*************************************************************************

Leave a Reply