หมอเถื่อน ตอน 15 สามเด้ง (2)

 

สองหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะ 

 

รุ่งทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามทอม วิทย์นั่งตรงข้ามยิ้ม

 

รุ่งหยิบรายการอาหารมาปิดหน้า บังไม่ให้ยิ้มมองเห็น

 

ยิ้มหัวเราะ เธอเอื้อมมือพยามยามคว้ารายการอาหารที่เขาถือ

 

“เป็นอะไรคะ รุ่ง ?  ทำไมไม่อยากเห็นหน้ายิ้มเหรอคะ ?”

 

รุ่งหันมาพูดกับวิทย์

 

“มึงดูดิ !  ยิ้มพูดคำว่าคะทีไร กูจะละลาย”

 

ยิ้มหัวเราะ

 

“อ้าว…! ก็ยิ้มพูดเพราะแล้ว ทำไมรุ่งยังไม่อยากมองหน้ายิ้มอีกล่ะ ? ”

 

รุ่งยังเอารายการอาหารบังหน้าอยู่

 

“เอ่อ…! จะบอกยิ้มว่า  ตอนที่ยิ้มรับโทรศัพท์น่ะ ไม่ใช่เสียงเรานะ !

เราไม่ได้อยู่ด้วยนะ !”

 

ยิ้มหัวเราะร่า

 

“ฮ่า ๆๆๆ  เหรอคะ ?   เนอะ ! ฟังดูก็ไม่เหมือนรุ่งเลย

แล้วใครว่าเป็นรุ่งล่ะคะ ? ”

 

เขาค่อย ๆ วางรายการอาหารลงบนโต๊ะ

 

“เหรอ ๆ ?  ยิ้มรู้เนอะ ว่าไม่ใช่เรา  อิ อิ !  งั้นก็ ไม่มีอะไรต้องปิดแระ”

 

วิทย์ทำคิ้วย่น

 

“อะไรของมึงวะ ?”

 

รุ่งไม่ตอบ เขาหยิบรายการอาหารขึ้นอ่าน

 

เลือกรายการอาหารที่ถูกที่สุด 

 

 

 

ต่างคนต่างเลือกรายการอาหาร แล้วเรียกพนักงานมารับออร์เดอร์

 

 

รุ่งเริ่มเข้าเรื่องสำคัญที่เขาต้องการรู้

 

“ยิ้ม  วันก่อนที่ยิ้มบอกให้เราหามือถือในตู้เสื้อผ้าอะ  ยิ้มรู้ได้ไง ?”

 

เธออมยิ้ม

 

“แล้วรุ่งเจอรึเปล่าล่ะคะ ?”

 

“เจอครับ ! ถึงอยากรู้ไงว่า ยิ้มรู้ได้ไง ? ”

 

“ก็มีคนบอกค่ะ !”

 

“ใครครับ ?”

 

“ท่านแม่บอกให้ช่วยสงเคราะห์ค่ะ”

 

 

ได้เรื่องล่ะสิ ! 

 

 

รุ่งพยักหน้า ตรงกับที่เขาคาดการณ์

 

“ยิ้มเล่าได้มั้ย ว่าท่านเป็นใคร ? ท่านมาบอกยังไง ?

 

คือ ที่ถามนี่ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อ

 

แต่ถามเพราะเชื่อว่าวิธีการติดต่อสื่อสารกับโลกอื่น มีหลายวิธี 

 

อยากรู้ว่ายิ้มใช้วิธีไหน ?”

 

 

เธอนั่งเงียบสักอึดใจ แล้วพยักหน้า

 

“ท่านแม่บอกว่า ได้ค่ะ !”

 

วิทย์มองหน้ารุ่ง

เขาประหลาดใจในเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ 

 

เพราะตัวเขาไม่เคยสัมผัส และ ไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้เลย 

 

 

รุ่งถามต่อ

 

“เมื่อกี๊ ยิ้มถามท่านแม่หรือครับ ?”

 

“เปล่าค่ะ ! ท่านบอกเองว่าได้

 

ธรรมดาท่านจะไม่ให้บอกใครสุ่มสี่สุ่มห้า 

 

ใครที่ท่านจะสงเคราะห์ท่านค่อยบอกค่ะ”

 

ทอมตั้งใจฟัง เธอกำลังสนใจเรื่องเหล่านี้อย่างมาก เธอตั้งคำถามบ้าง

 

“ยิ้มได้ยินเป็นเสียงหรือเห็นภาพด้วยล่ะ ?”

 

“ส่วนใหญ่เป็นเสียง  น้อยครั้งที่เห็นภาพ

 

บางทีก็ฝันถึงจะเห็นภาพบ้าง

 

มีที่ชัดที่สุดคือตอนยิ้มป่วยหนัก

 

ตอนนั้นนอนฝันเห็นท่าน 

 

ท่านมาบอกว่าไม่ต้องห่วง ท่านจะช่วยยังไง ๆ”

 

ทอมซักต่อ

 

“แล้วเริ่มต้นท่านมาติดต่อยิ้มได้ยังไง ?”

 

วิทย์พยักหน้า

 

“อือ…! ถามเหมือนพิธีกรรายการทอล์คโชว์”

 

ยิ้มเล่าต่อ

 

“ก็ตอนอายุเจ็ดขวบ ป่วยหนัก เป็นไข้เลือดออก

 

ตอนนอนป่วยก็ฝันเห็นผู้หญิงคนนึง แต่งตัวชุดไทยโบราณ เกล้าผม

 

มีเครื่องประดับสวยมากมาหา แล้วก็บอกว่าท่านเป็นใคร 

 

ท่านมาช่วย ขอให้ยิ้มอย่าฝืน ทำใจยอมรับฟัง

 

แล้วอาการยิ้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ  

 

แต่ในใจตอนนั้นที่ยิ้มเห็นภาพท่าน ในใจยิ้มไม่ได้ฝืนอยู่แล้ว

 

เพราะรู้สึกว่าท่านมีเมตตา รู้สึกอบอุ่น 

 

หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียงท่านอยู่เป็นประจำทุกวัน 

 

ไม่กี่วันยิ้มก็หายจากไข้เลือดออก  ก็ใช้ชีวิตปกติ

 

เวลาท่านจะบอกอะไร ยิ้มก็จะได้ยินเสียงท่าน แต่ไม่เห็นภาพ”

 

 

ทอมกับรุ่งพยักหน้า  วิทย์ไม่ได้แสดงปฏิกริยาใด ๆ

 

 

รุ่งถามขึ้น

 

“แล้วท่านเป็นใครครับ ?”

 

“บอกไม่ได้ค่ะ ! ท่านบอกว่าไม่ให้บอก

 

ท่านเป็นใครไม่สำคัญกับคนอื่น สำคัญกับยิ้มคนเดียว 

 

แต่สำหรับคนที่ท่านจะสงเคราะห์ ท่านจะบอกเองว่าต้องทำยังไง”

 

รุ่งพยักหน้ารับรู้

 

“แล้วที่ท่านสงเคราะห์เราเรื่องมือถือ  เราต้องตอบแทนยังไงเหรอ ?”

 

“ไม่ต้องค่ะ !”

 

“ฝากขอบคุณท่านด้วย !  เออ…นี่ฝนรู้เรื่องนี้หรือเปล่า ?  

มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง พ่อแม่ยิ้มล่ะ ?”

 

“พ่อกับแม่รู้ค่ะ ! เพราะยิ้มเล่าให้ฟัง 

 

แต่เพื่อน ๆ ไม่มีใครรู้ ฝนก็ไม่รู้ เพราะยิ้มไม่ได้เล่า 

 

มันเป็นเรื่องความเชื่อด้วย 

 

ยิ้มยังอยากใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป

 

ท่านแม่ก็บอกว่าไม่ให้บอกคนที่ไม่เกี่ยวข้อง

เพราะยิ้มยังต้องใช้ชีวิตแบบคนปกติไปอีกหลายปี”

 

คราวนี้วิทย์มีคำถามแน่นอน

 

“แปลว่าอะไรครับ ? ใช้ชีวิตปกติไปอีกหลายปี แสดงว่า ต่อจากนั้น…?”

 

“ท่านแม่บอกว่า สี่ห้าปีนี้ ยิ้มก็ยังต้องใช้ชีวิตปกติ ทำมาหากินตามปกติ

 

หลังจากนั้น ต้องแล้วแต่เหตุการณ์ ถึงตอนนั้นแล้วค่อยตัดสินใจอีกที”

 

รุ่งพูดขึ้น

 

“คงต้องช่วยสงเคราะห์คนทั่วไป แบบเปิดเผย 

อาจจะเป็นงั้นมั้ง”

 

“ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันค่ะ”

 

รุ่งมองหน้าวิทย์

 

เขาเดาว่าเพื่อนกำลังมีความคิดสับสนในสมองกับหญิง

ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาตอนนี้ 

 

ทอมถามต่อ

“ยิ้มติดต่อท่านได้ทุกเวลาเลยเหรอ ?”

 

ยิ้มหัวเราะ

 

“อือ… ไม่หรอกค่ะ ! บางครั้งนึกอยากจะสื่อสารกับท่าน แต่ท่านก็ไม่มา

 

มีเรื่องน่าขำจะเล่า เล่าแล้วก็อาย 

 

ตอนเรียนอยู่มอปลาย ยิ้มพยามเชิญท่านในห้องสอบ

 

อยากให้ท่านมาบอกข้อสอบ  แต่ท่านก็ไม่มา 

 

พอสอบเสร็จ ท่านก็มาบอกว่า ถ้าเราตั้งใจเรียนแล้ว

 

ก็ขอให้มั่นใจในตัวเอง ทำได้แค่ไหน ก็ขอให้พอใจแค่นั้น”

 

เธอพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ

 

รุ่งถามต่อ

 

“ถ้างั้น เรื่องมือถือของเรานี่ ก็นับว่าท่านตั้งใจช่วยเลย เพราะท่านมาเอง”

 

“ใช่ ๆ !  วันนั้นยิ้มไม่ได้เชิญท่าน ท่านบอกเองค่ะ !”

 

ทอมถามคำถามที่คาใจตั้งแต่ตอนแรก

 

“งั้นที่ยิ้มบอกว่า ปีนี้เราจะเจอ  หมายความว่ายังไง ?

 

เราจะเจอแฟนเหรอ ?”

 

วิทย์ทำท่าสนใจ

 

“แน่ะ…! แกจะมีดวงขายออกแล้วเหรอ ปล่อยไว้ท่าทางจะเน่าคาหิ้ง”

 

ทอมมองวิทย์ด้วยหางตา

 

ยิ้มหันไปหาทอม

 

“ค่ะ ! ภายในปีนี้ คือ นับตั้งแต่มกราที่ผ่านมา จนถึงธันวา จะได้เจอ

 

คนที่ต้องฉลาดกว่าทอมน่ะ คนนี้ฉลาดกว่าแน่ค่ะ !”

 

วิทย์หัวเราะหึ ๆ

 

“ไม่ไหว ! ถ้าฉลาดกว่าอีนี่อีก คบไม่ได้แล้ว !

 

แค่นี้มันก็แก่แดดชิบหายอยู่แล้ว

 

เสือกได้ผัวฉลาดกว่านี้อีกเป็นสองคนสองคม

 

ลูกแม่งเกิดมาปัญญาอ่อนแน่ เพราะพ่อแม่เอาสมองไปหมด เหอ ๆๆๆ !”

 

รุ่งหัวเราะร่วน “ฮ่า ๆๆๆๆ !”

 

ทอมจับแก้วน้ำ ยกขึ้น ทำท่าว่าจะสาดใส่เพื่อนปากหมา

 

วิทย์ยกมือห้าม

 

“อย่านะ ! ไอ้ทอม !  ชั้นล้อเล่น  แกสาดมานี่

ชิบหายเลย

รอสงกรานต์ก่อนจะให้แกสาดเต็ม ๆ”

 

ทอมหัวเราะแล้ววางแก้วลง  เธอถามยิ้มต่อ

 

“คนที่เจอนี่ จะเป็นเนื้อคู่หรือเปล่า ?”

 

“ไม่ทราบค่ะ ! เรื่องเนื้อคู่นี่พอเจอแล้วก็ต้องสร้างบุญต่อด้วยค่ะ

 

คือไม่ใช่ว่าแค่เจอเนื้อคู่แล้วก็ได้อยู่ด้วยกันเลย 

 

แต่ต้องมีการต่อสัมพันธ์กันไปเรื่อย ๆ ด้วยค่ะ”

 

“อือ ! พอเข้าใจนะ  เอ… แล้วยิ้มล่ะ ยิ้มมีเนื้อคู่มั้ย ?” 

 

เธอถามเผื่อเพื่อน

 

ยิ้มหัวเราะ

 

“ยิ้มเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  เพราะท่านแม่ก็ไม่ได้บอก

 

แล้วยิ้มก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องนี้  ถ้ามีก็มีเอง”